*กระทู้เป็นของน้องม้าจากบอร์ดไทยสามก๊กครับ*

กระทู้นี้ได้ก่อตั้งเพื่อรวบรวมบทความดีๆ ที่จะได้เป็นเส้นทางในการเขียนของนักเขียนหน้าใหม่ทั ้งหลาย ที่ได้เข้ามาครีนิยายในกระทู้นี้ครับ (ที่พูดไปนี่ก็โดนตัวเองนะเนี่ย - -)

ไม่ได้มีเจตนาว่าจะอวดรู้หรือสั่งสอนใครๆแต่อย่างใดค รับ

(Ma_Chao)ซึ่งผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากสำหรับหลายคนที่จะเขียนนิยาย หรือเขียนไปแล้วนะครับ

ผมเลยได้ทำการตั้งกระทู้นี้เพื่อให้เหล่านักครีหน้าใ หม่ทุกคนผลิตผลงานที่มีคุณภาพออกมาครับ
บทความดีๆอยากให้อ่าน (ได้นำมาจากกระทู้ของท่านแองครับ)

1.โครงเรื่อง(plot)
2.ตัวละคร(character)
3.ฉาก(setting)
4.แก่นเรื่องหรือแนวคดของเรื่อง(theme)
5.กลวิธีการแต่ง(point of view)


1.โครงเรื่อง(plot) คือ เค้าโครงของการดำเนินเรื่อง เรื่องสั้นมักมีเนื้อเรื่องที่ไม่ซับซ้อน โครงเรื่องที่ดีต้องมีความสัมพันธ์
ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน มักมีการสร้างปมปัญหาหรือความขัดแย้ง (conflict) ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของตัวละคร
ความขัดแย้งที่ว่า แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะได้แก่ ความขัดแย้งภายใน และ ความขัดแย้งภายนอก
- ความขัดแย้งภายใน คือ ความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละคร เช่น การที่ตัวละครต้องต่อสู้ระหว่างความดีและ
ความเลวภายในจิตใจตัวเอง
- ความขัดแย้งภายนอก คือ ความขัดแย้งระหว่างตัวละครกับสิ่งรอบข้าง ได้แก่
ความขัดแย้งระหว่างตัวละครกับตัวละคร เช่นความขัดแย้งระหว่างคนดีกับคนเลว นางเอกกับนางอิจฉา(อะไรประมาณนั้น)
ความขัดแย้งตัวละครกับธรรมชาติ เช่น การที่ตัวละครต้องสู่กับความทารุณของธรรมชาติ อาจจะเป็นความแห้งแล้งทุรกันดาน
หรือภัยพิบัติต่างๆ
ความขัดแย้งระหว่างตัวละครกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การที่ตัวละครต้องสู้กับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรื อโชคชะตา
ความขัดแย้งระหว่างตัวละครกับสังคม เช่น การที่ตัวละครต้องสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม ค่านิยม หรือความเชื่อในสังคม


2.ตัวละคร(character) คือ ผู้แสดงบทบาทหรือพฤติกรรมในเรื่อง อาจหมายถึง มนุษย์หรือ! รวมถึง อมนุษย์
เช่น เทวดา นางฟ้า เป็นต้น ตัวละครแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
- ตัวละครที่มีลักษณะเดียว(flat character) เป็นตัวละครที่แสดงลักษณะนิสัยเพียงด้านเดียว ไม่การพัฒนานิสัย เช่น
ถ้าเป็นคนดีก็ดีตลอด เป็นคนเลวก็เลวตลอด
- ตัวละครที่มีหลายลักษณะ(round character) เป็นตัวละครที่มีลักษณะนิสัย อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดไปตามเวลา
เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมซึ่งจะดูสมจริงกว่า เช่น คนที่อยู่ฝ่ายดี ภายหลังเกิดความโลภ จึงหักหลังเพื่อน(อะไรประมาณนี้)
หรือ คนที่อยู่ฝ่ายเลว ภายหลังมาอยู่ใกล้ชิดกับคนฝ่ายดี จึงกลับตัวกลับใจเป็นคนดี ในภายหลัง


3.ฉาก(setting) ก็คือฉาก และยังอาจหมายถึง บรรยากาศหรือสถานที่ของเรื่อง ฉากที่ดีควรสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง
สมจริง ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ และสังคมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องพอสมควร


4.แก่นเรื่องหรือแนวคิดของเรื่อง(theme) หรือสารัตถะ คือ ความคิดสำคัญของเรื่อง เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงทั้งหมด
เข้าด้วยกัน โดยทั่วไปมักมีแนวคิดเพื่อแสดงถึงคุณค่าหรือความประพ ฤติของมนุษย์ เช่น ความโลภ ความพยาบาท เป็นตั้น หรือ
อาจแสดงถึงภาวะบางอย่างของมนุษย์ เช่น ความอดอยาก ความทรมาน เป็นต้น


5.กลวิธีการแต่ง(point of view) เป็นสิ่งที่แสดงถึงชั้นเชิงในการเขียนเรื่องของผู้แต ่ง ที่ทำให้เรื่องน่าสนใจ
น่าติดตาม กลวิธีในการแต่งของผู้แต่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงไม่มีรูปแบบตายตัว เช่น บางคนใช้การเปรียบเทียบระหว่างตัวละคร
สองตัวในการนำเสนอ หรืออาจใช้การดำเนินเรื่องโดยไม่มีบทสนทนาเลย(อยากรู ้ก็ดูเอาเองให้จบประมาณนั้น) หรือ กลวิธีอื่นมากมาย


เนื้อเรื่องที่ดีทำยังไงหละถึงจะได้มา ?

1. เลิกทำข้าวไข่ดาวทุกเช้าได้แล้ว (จงมีเอกลักษณ์)
ไกลแสนไกลและนานเนิ่นนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งนามสมมุติว่า "เฮงซวยแลนด์" อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งมีพวกคนเลว (มังกรเลว, ปีศาจเลว, มอนสเตอร์เลว, หรืออะไรก็ตามแต่) ปรากฏตัวขึ้น ทำลายความสงบสุขนั้นด้วยวิธีต่างๆ นานา อาทิเช่น ลักพาตัวเจ้าหญิงของอาณาจักรไป (กรณีพระราชาแก่มีลูกสาวสวย) หรือเที่ยวไล่เผาหมู่บ้าน เผาอาณาจักร (ปากก็บอกอยากจะครองโลก ครองอาณาจักร ไม่ทราบว่าจะครองกองถ่านกันหรือไง) สถานการณ์เลวร้ายขึ้นจนกระทั่งมีนายหนุ่มคนหนึ่ง (..บางครั้งจะเป็นผู้หญิง.. แต่นานๆ ทีจะมีสักคน) ไม่รู้มาจากไหน ที่รู้คือ มันอายุเท่านู้นเท่านี้ ทำอาชีพนู่นนี่ (พ่อแม่มันก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร) บางครั้งนายหนุ่มที่ว่าก็เป็นลูกชาวบ้านธรรมดาที่อยา กเก่ง เป็นอัศวินผู้กล้าจากอาณาจักรข้างๆ เป็นเจ้าชาย เป็นคนที่ฟ้าส่งมาเกิดเพื่อขจัดคนเลว หรือหนักหน่อยเป็นเทพหรือลูกพระเจ้าเลย นายหนุ่มเนี่ยไม่รู้มันจะเคียดแค้นอะไรหนักหนาจะต้อง คิดจ้องล้างจองผลาญพวกผู้ร้าย (คนเลว, มังกรเลว, ปีศาจเลว, หรือมอนสเตอร์เลว) อาจจะเป็นเพราะโดนด่าพ่อแม่เอาไว้, โดนฆ่าล้างหมู่บ้าน, หรือผมอยากโชว์ความเก่งก็ว่าไป.. ที่นี้มันจะกระทำการใหญ่คนเดียวก็ไม่ได้จำเป็นจะต้อง หาพรรคพวก (ตั้งแก๊งค์ว่างั้นเถอะ) ออกเดินทางไปตามที่ต่างๆ เพื่อรวบรวมคนมาเข้าทีม พอได้ทีม (แก๊งค์) ใหญ่โตพอควร ก็เริ่มออกเข่นฆ่าพี่น้องครอบครัวคนเลว (มังกรเลว, ปีศาจเลว, มอนสเตอร์เลว) อย่างไม่ปรานีปราศรัย ฆ่าเรียบด้วยสโลแกนที่ว่า "ข้าคือพระเอก" ตอนจบจะต้องสู้กับหัวหน้าคนสุดท้ายของผู้ร้าย ซึ่งนายหัวหน้านี่ก็โง่สุดโง่ แถมขี้ขลาดตาขาว ปล่อยลูกน้อยตายไปเป็นหมื่นเป็นแสน (บางครั้งก็ปล่อยให้วงศาคณาญาติของมันตายได้อย่างไม่ รู้สึกเคียดแค้นอันใด) มันยังนั่งหน้าตาเฉยหดหัวอยู่แต่ในปราสาทของมัน รอคนเขาไปฆ่า ซึ่งนายหัวหน้าเนี่ยมักจะมีหลายร่าง และจะแปลงร่างก็ต่อเมื่อสู้ไม่ได้ (แปลงร่างสุดยอดแล้วฆ่านายพวกพระเอกตั้งแต่เริ่มก็ไม ่ได้ ไม่รู้ทำไม) สุดท้ายก็จะแพ้ตามหลักธรรมะย่อมชนะอธรรม พวกพระเอกก็ได้รับการปูนบำเหน็จอย่างงดงามและอาจจะได ้ปกครองประเทศนั้นไปเลย
นี่แหละครับรูปแบบของข้าวไข่ดาวที่หลายๆ คนชอบทำกันทุกเช้า จะมีต่างกันก็ตรงระยะเวลาการทอดและซอสแม็กกี้หรือน้ำ ปลา หรือพิลึกหน่อยก็ซอสมะเขือเทศที่ใส่ลงไปปรุง ปัญหาของนายข้าวไข่ดาวนี่อยู่ที่คนกินครับ นายคนทำน่ะอาจจะสนุก เพราะชอบทอดไข่เป็นทุนเดิม และบังเอิญชอบกินไข่ดาวอย่างเดียว แต่คนกินครับรู้สึกเอียน หันไปทางไหนก็เจอแต่ข้าวไข่ดาว จานหนึ่งเป็นไข่ดาวแบบไข่แดงไม่สุก จานหนึ่งเป็นแบบตีไข่แดงแตกเละทั้งฟอง จานหนึ่งเป็นไข่ดาวใส่ซอสมะเขือ ฯลฯ จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่มันก็เป็นไข่ดาวครับ กินยังไงมันก็ไข่ดาว รู้จักทำอย่างอื่นบ้างเถอะครับถึงแม้มันจะเป็นแค่ไข่ เจียวก็ยังดี เพื่อให้คนกินได้รับรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ไข่ดาวเสียบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะพาลเบื่อตายเสียก่อน เนื้อเรื่องที่เราคิดนั้นควรที่จะมีเอกลักษณ์ของตัวเ องบ้าง อย่ามีเอกลักษณ์เพียงแค่ชื่อเลยนะครับ


2. อย่าทำไก่ทอดด้วยแป้งผสมสับปะรดและมายองเนส (สูงสุดคืนสู่สามัญ)
หลายคนหาทางออกการทำข้าวไข่ดาวด้วย การทำไก่ทอด... แต่ก็กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกว่าไก่ทอดนั้นจะซ้ำซ าก ก็เลยต้องแหวกเป็นสูตรพิเศษเฉพาะของตัวเอง เลยปรุงซะพิลึกพิลั่นไปเลย ซึ่งปัญหานี้มักจะเห็นไปชัดกับบรรดานักออกแบบเนื้อเร ื่องมือใหม่แทบทุกคน และจากบรรดามือเก่าที่ไม่รู้จักโตซะที
ไกลแสนไกล ในโลกของผมเอง อาณาจักรนั้นสงบสุขมีพื้นที่กว้างใหญ่ชนิดสุดลูกหูลู กตา อาวุธหลักในสมัยนั้นมีเพียงแค่ดาบ แต่อาณาจักรนั้นขึ้นชื่อเรื่องเรือเหาะ เรือเหาะนั้นทำด้วยโลหะพิเศษลงคาถามนตราเอาไว้ มีขนาดของตัวเรือเป็นกิโลๆ ที่มาที่ไปไม่มีใครทราบ ว่ากันว่าพระเจ้าช่วยสร้าง (ทางออกของพวกฝ่ายอธรรมและมือใหม่คิดอะไรไม่ออกบอกพร ะเจ้า) นายอาณาจักรที่ว่าเนี่ยมีรถไฟ มีเรือเหาะ มีเกราะเหล็ก มีปืน มีสารพัด.. ตั้งแต่สากกะเบือยันดาวเทียมสังหาร ยิงปืนรังสีคอสมิค ขาดอยู่อย่างเดียว คือ แหล่งที่มาของนายทรัพยากรที่ท่านเอามาใช้สร้างนายสิ่ งประดิษฐ์ทั้งหลายแหล่นั้น (... เอาซิ บอกว่าพระเจ้าหามาให้อีกซิ... ) สัตวประหลาดในโลกนั้น.. ธรรมดาๆไม่ได้ครับ ต้องพิสดารหน่อย เดี๋ยวจะไม่ทันสมัย ประมาณว่ามีสามหัว สี่แขน ห้าขา หกหาง มีปีก มีเขายุ่บยั่บ บางครั้งก็เป็น!บกระโดดไปมา หรือไม่ก็เป็นตุ๊กตาอะไรซักอย่าง ร้ายกาจสุดมีหุ่นยนต์รบอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า ช่างเป็นโลกที่น่ามหัศจรรย์พันลึกมากครับ (มั่วซั่วซะไม่มี)

มันเป็นไก่ทอดที่รูปร่างแปลกและพิสดารมากครับ สีสันก็ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ที่สำคัญก็คือ.. กระผมไม่กล้ากินมันครับ กลัวว่าทานเข้าไปแล้วจะชักตายคาที่ซะก่อน นี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งในการออกแบบเนื้อ เรื่องนะครับ การใส่อะไรที่มันพิสดารเข้าไปโดยมุ่งหวังว่ามันจะดูใ หม่ ดูแปลก (ซึ่งเหล่านี้ไม่ได้จะทำให้ดีเสมอไปนะครับ) ที่จริงแล้วคุณสามารถสร้างเอกลักษณ์ของเนื้อเรื่องตั วเองได้จาก.. "ความเป็นสามัญ" ใช้แต่ความสามัญเรียบๆ แหละครับ เป็นแค่อัศวินยุคกลางธรรมดาๆ คนหนึ่ง อยู่ในโลกที่ได้บรรยากาศของยุคกลาง อาศัยการเล่าเรื่องและการคลี่คลายปมปริศนาต่างๆ ในแบบฉบับของคุณเอง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วหละครับ ผู้อ่านต้องการความแปลกใหม่ครับ ไม่ใช่ความมั่วซั่ว

3. หัดทำแกงเขียวหวาน แต่ไม่ยอมค้นตำราวิธีทำ (อย่าโมเมเอาเองซะจนเกินงาม)
ลองนึกสภาพถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนแกงเขียวหวา น แต่ทว่าไม่ได้ใช้วัสดุแบบแกงเขียวหวานดูสิครับ.. ท่านคิดว่ามันจะน่ากินเพียงใดถ้าได้รู้ความจริงข้อนี ้ ? หากใครสามารถกินมันลงได้... การอ่านบทความของกระผมก็คงไม่สามารถจะทำอะไรให้ท่านไ ด้แล้วละครับ ขอให้โชคดีครับ

ในการออกแบบเนื้อเรื่องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบางอย่างที ่เราจะนำมาใช้ในเนื้อเรื่องของเราบ้างครับ อย่าทำอะไรแบบโมเมเอาเองจนติดเป็นนิสัย หัดรู้จักเป็นคนที่มีเหตุมีผลบ้างครับ การที่เนื้อเรื่องของเรามีข้อมูลสนับสนุนและดูสมเหตุ สมผลนี่แหละครับ จะเป็นส่วนสำคัญเลยที่จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับเนื้อเร ื่องของคุณให้ดูน่าเชื่อถือและรู้สึกอินกับมันได้ สำหรับในบทความนี้นั้น กระผมจะขอเน้นไปที่เนื้อเรื่องแนว Sci-Fi ก็แล้วกันครับ เพราะว่าเนื้อเรื่องแนวนี้นั้นชื่อก็บอกแล้วว่าเกี่ย วกับวิทยาศาสตร์ อันเป็นศาสตร์แห่งความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้จากการท ดลอง ไม่ใช่ได้มาจากการโมเมเอา จึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลอ้างอิงพอสมควร ในส่วนนี้นั้นถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญที่หลายคนมัก จะมองข้ามไปอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่ความสมเหตุสมผลนั้นสำคัญมาก


4. เหลืองานให้เชอร์ลอคโฮล์มทำบ้าง (หัดมีปริศนาเสียบ้าง)
การที่มีการเก็บงำปริศนาในเรื่องนั้น เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้ผู้อ่านติดตาม เพื่อที่จะค้นหาคำตอบของปริศนานั้น และเป็นการไม่ดีเลยถ้าหากเรื่องนั้นไม่มีปริศนาอะไรเ ลย หรือปริศนาภายในเรื่องดูไร้เหตุผลจนบางครั้งเข้าขั้น "งี่เง่า"


5. คิดไม่ออก ออกไปเดินเล่นซะบ้าง
ความเครียดเป็นศัตรูร้ายของนักออกแบบเนื้อเรื่องครับ ส่วนมากแล้วชีวิตนักออกแบบนั้นจะต้องหมกตัวอยู่ตรงคอ มพิวเตอร์ ที่หน้าจอนั้นโดยมากก็มักจะรันโปรแกรม Microsoft Word อยู่ เพื่อใช้ในการพิมพ์สิ่งที่พวกเขาคิดลงไป อย่ามัวแต่นั่งที่หน้าจอเลยครับ หัดออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าน บางทีการออกไปเดินเล่นพักผ่อนนั้นท่านอาจจะได้พบกับไ อเดียดีๆ ที่ท่านจะสามารถนำมาใช้ก็ได้ !?


สาเหตุหลัก ที่ทำให้คนอยากเป็นนักเขียน ก็คือ "อ่านมาก" คนเราพอได้อ่านหนังสือไปมากๆ ก็มักอยากระบายออกมา บ้าง บางคนกลายเป็นนักพูด (นักพูดที่ดีมักเป็นนักอ่านตัวยงด้วยแทบทั้งสิ้น) เพราะชอบพูด ในขณะที่บางคนจะรู้สึกคันไม้ คันมืออยากจะเขียนมากกว่า ผมว่ามันก็มีส่วนคล้ายกับสัญชาติญาณการสืบพันธุ์ของค นเรากลายๆ แต่มันคือสัญชาตญาณ ของการสืบทอดทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณ อารมณ์ วัฒนธรรม และวิทยาการของมนุษย์นั่นเอง อาการนี้ก็เป็นกันมาตั้งแต่ โบราณ ถือเป็นสิ่งปกติของปัญญาชน แรงขับดันอันนี้จึงก่อให้เกิดหลักฐานทางประวัติศาสตร ์ และการถ่ายทอดทางภูมิปัญญา สืบสานต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้

งานเขียน ถือเป็นศิลปะอันล้ำลึกอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้เขียนอยากจะสื่อสารแก่ผู ้อ่าน บางคนถนัดที่จะใช้วิธีบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา (พวกตำราวิชาการจะใช้วิธีนี้แทบทั้งหมด) บางคนชอบใช้การอุปมา อุปไมย โดยใช้บุคคลหรือสัญญลักษณ์ บางคนใช้คำบอกเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในขณะที่บางคนชอบใช้ สำนวนที่แปลกออกไปหรือบอกเล่าอย่างคลุมเครือแทน ทว่าสิ่งที่แสดงออกในงานเขียนของแต่ละคน มักสะท้อนถึงความรู้สึก นึกคิด นิสัยใจคอ ตลอดถึงความเชื่อและทัศนคติ ของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ได้ว่าเป็นคนลักษณะเช่นใด

ปัจจุบันนี้ คนไทยนิยมการอ่านหนังสือกันมากขึ้น ทำให้ตลาดของธุรกิจหนังสือในบ้านเราโตขึ้นทุกปี ทั้งกลุ่มของหนังสือ วิชาการและหนังสือวรรณกรรม ท่านที่เคยไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จะเห็นว่ามีสำนักพิมพ์เกิดขึ้นมามากมายราวกับ ดอกเห็ดหน้าฝนเลยนะครับ มีตัวเลขเฉลี่ยว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรามีผู้ผลิตหนังสือออกสู่ท้องตลาด ประมาณวันละ 20 ปก หากเราคิดเสียว่าพิมพ์กันปกละ 500 เล่ม ก็จะมีหนังสือเกิดขึ้นวันละ 10,000 เล่ม คงจะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เลย แต่สัดส่วนของสำนักพิมพ์และนักเขียนที่ประสบความสำเร ็จ คือได้รับการยอมรับจากตลาดนักอ่านมีอยู่ไม่ถึง 20 % นั่น หมายความว่าสำนักพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้น 100 แห่ง จะรอดปากเหยี่ยว ปากกามาได้ราว 10 กว่าแห่งเท่านั้นเอง ผมขอข้ามเรื่องของ ธุรกิจสำนักพิมพ์ไปก่อน โดยจะขอพูดถึงแต่เฉพาะมุมของ "นักเขียน" เท่านั้น

"นักเขียน" คือ ปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าสำนักพิมพ์จะอยู่รอ ดหรือไม่ ดังนั้นทุกสำนักพิมพ์จึงให้ความสำคัญกับนัก เขียนมาก หากเขาไม่มั่นใจเต็มร้อยกับผลงานของคุณ เขาคงไม่กล้าเสี่ยงแน่ นอกจากคุณจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเขา แต่สำนักพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มักไปไม่รอด กล่าวคือเจ้าของสำนักพิมพ์ก็เป็นนักเขียนเอง และเพื่อนฝูงที่สนิทสนมก็อยากเป็น นักเขียนกันแทบทั้งนั้น พอหาเงินทุนได้ก้อนหนึ่งก็นำมาเปิดเป็นสำนักพิมพ์ แล้ววาดฝันว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างล้น หลามจากวงการหนังสือ พอเปิดตัวเข้าจริง กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เงินทุนก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ จนต้องปิดตัวเองไปในที่สุด ในวงการหนังสือจะมีสำนักพิมพ์ประเภทนี้เกิดขึ้นและดั บไปอยู่แทบจะตลอดเวลา คล้ายกับนักลงทุนกลุ่ม "แมงเม่า" ใน ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ปาน สิ่งเหล่านี้ยืนยันให้เห็นถึงมนตร์ขลังของ "หนังสือ" ได้ว่าเปี่ยมด้วยเสน่ห์เพียงใด

อุปสรรคของการเป็นนักเขียนให้ประสบความสำเร็จอย่างแท ้จริง

1. ความเชื่อมั่นในตัวเอง

คนจำนวนไม่น้อยที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนมาแต่กำเนิด แต่ไม่ได้แจ้งเกิดเป็นนักเขียนเต็มตัวเสียที สาเหตุมาจาก "ความอาย" ไม่กล้าเอางานที่ตัวเองเขียนไปเสนอตามสำนักพิมพ์ต่าง ๆ สุดท้ายเลยต้องแจกให้เพื่อนอ่านเล่นเท่านั้น ลอง ถามตัวเองว่า "กลัวอะไร" กลัวเขาจะปฏิเสธเหรอ หรือกลัวเสียฟอร์ม ถ้ายังไม่เคยลองดูเลยสักครั้ง ก็ไม่น่าปล่อยให้ความวิตก กังวลมาเป็นอุปสรรคจนต้องล้มเลิกความตั้งใจเลยนะครับ ลองดูเถอะ นึกเสียว่าซื้อล็อตเตอรี่ก็แล้วกัน เผื่อจะมีโชคกับเขาบ้าง ว่าแต่คุณเชื่อมั่นในผลงานของตัวเองหรือยังว่ามันดีพ อ ถ้าคิดว่ายังก็รีบปรับปรุงต้นฉบับเสียใหม่ให้ดียิ่งข ึ้น พอจะบอกตัวเอง ได้ไหมว่า "คุณคือนักเขียนที่มีความสามารถสูง" ถ้าตัวคุณเองยังไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นนักเขียนที่ดีได ้ แล้วจะให้แมวที่ไหนมา เชื่อเล่าครับ มีสุภาษิตจีนเขาบอกว่า "หมื่นลี้ ก็ต้องมีก้าวแรก" ตราบใดที่คุณยังไม่กล้าที่จะก้าวเท้าออกมาเป็นก้าวแร ก การ เดินทางหมื่นลี้ก็ยังเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็ นจริงได้หรอกครับ

2. ความตั้งใจจริง

หลายคนที่เคยเสนองานให้สำนักพิมพ์พิจารณาสัก 1-2 แห่ง เมื่อเขาไม่สนใจผลงานของตน ก็เป็นอันพับความฝันเสีย แล้ว แสดงว่าเขาไม่เชื่อคำพูดที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะอยู่ที่นั่น" งานเขียนเป็นงานที่แสดงถึงความตั้งใจ จริงของผู้เขียนได้ดี ว่ามีความพิถีพิถันต่อคุณภาพของงานของตนเองเพียงใด ผมเคยอ่านนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง ต้นเรื่องพระเอก เขามีชื่อหนึ่ง สมมติว่าชื่อ "สุรชัย" ก็แล้วกัน แต่พอมาถึงกลางเรื่องเขากลายเป็น "สุรพล" ผมก็งงว่านายสุรพลนี่คือใคร ตัว ละครใหม่เหรอ ครั้นพอมาถึงท้ายเรื่องเจ้าหมอนี่กลับมาชื่อ "สุรชัย" อีกครั้ง แสดงให้เห็นว่างานชิ้นนี้ "สุกเอา เผากิน" ขนาดหนักเลยทีเดียว อย่าลืมนะครับ อย่าให้ความล้มเหลวชั่วขณะ มาบั่นทอนสมาธิและความมุ่งมั่นในการทำงานของคุณได้ เชื่อเถอะครับว่า "ความสำเร็จรออยู่ สำหรับทุกคนที่ทำงานด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น และไม่ย่อท้อ" หากคิดจะทำงานเพียงเพื่อเงิน ทองและชื่อเสียง คุณจะเหมือนดอกไม้ไฟ ที่เปล่งประกายได้เพียงชั่วขณะ ก่อนที่จะดับวูบไปตลอดกาล

3. การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

แม้แต่นักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังต้องเจออุปสรรคข้อนี้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่ายิ่งดังก็ยิ่งกดดันว่ายังงั้นเถอะ ลองนึกถึง หัวอกของ J.K. Rowling ผู้เขียนเรื่อง Harry Potter ดูเถอะครับ ว่าเธอต้องแบกรับความคาดหวังจากแฟนทั่วโลก ที่เฝ้ารอ คอยตอนใหม่ของ Harry Potter อยู่อย่างใจจดใจจ่อ ถ้าผลงานของเธอลดลงไปจากที่เคยสร้างไว้ เธอถูกแฟนๆ สับเละเป็นโจ๊ก โดนระเบิดแน่ แม้ว่าคุณจะเพียงเป็นนักเขียนหน้าใหม่ ที่อาจจะไม่มีใครมาคาดหวังอะไรกับผลงานของคุณมากนักก ็ตาม แต่คุณก็ยังจำเป็นต้องสร้างเสริมนิสัยในการพัฒนาตนเอ งอยู่เสมอเอาไว้ด้วย เพราะนี่คือลักษณะของผู้เป็นมืออาชีพของ ทุกวงการ ในการที่จะรักษาความสำเร็จที่ได้รับให้คงไว้ และพัฒนาสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงยิ่งขึ้นต่อไปอีก
4. เปิดใจรับคำวิจารณ์

การเปิดเผยผลงานออกสู่สาธารณะ ควรต้องเปิดใจให้กว้าง เพราะจะมีคนวิจารณ์อยู่เสมอ บางคนก็ว่าดี บางคนก็ว่า ห่วย ลองเปิดใจกว้างๆ แล้วรับฟังเหตุผลของเขาดูว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นคำตำหนิที่มีเหตุมีผล เราก็ควรถือเอาคำตำหนิ เหล่านี้มาเป็นครูของเรา แต่ถ้าเป็นคำตำหนิที่ไม่เป็นจริงตามที่เขาพูด เราก็ปล่อยมันลอยลมไป ก็เท่านั้นเอง อย่าถือตัว ตนว่าเราเก่งแล้ว ไม่ต้องการคำแนะนำจากใครอีกแล้ว มิเช่นนั้นในไม่ช้าไม่นานเราก็จะกลายสภาพเป็น "กบที่อยู่ใน กะลาครอบ" ไปเท่านั้นเอง

5. พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง

ในโลกของการทำงานนั้น ไม่มีคำว่า "ดีที่สุด" หรือ "เก่งที่สุด" สิ่งที่ว่าดีแล้ว ย่อมทำให้ดีกว่าเดิมได้อยู่เสมอ คนที่ว่า เก่งแล้ว ก็ต้องมีคนที่เก่งกว่าอยู่เสมอ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า "ผมเป็นคนเดินช้า แต่ไม่เคยหยุดเดิน หรือเดินถอยหลัง" นอก จากพรสวรรค์แล้ว คนที่รู้จักหาพรแสวงใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา เขาก็จะเดินก้าวไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ ส่วนที่ว่าจะเร็วหรือช้า นั้น นั่นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง งานเขียนหนังสือก็ควรมีการพัฒนารูปแบบของการเขียนอยู ่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เราจะ สังเกตเห็นว่านักเขียนชั้นนำที่สามารถรักษาชื่อเสียง ได้อย่างยาวนาน มักจะผลิตงานเขียนได้อย่างคงเส้นคงวา และมี รูปแบบแปลกใหม่ในการสร้างสรรค์อรรถรสให้แก่ผู้อ่านอย ู่เสมอ

6. อดทน

บางทีความสำเร็จมันแวะไปเที่ยวอยู่กับคนอื่น ต้องรออีกหน่อยมันถึงจะมีเวลาแวะมาเยี่ยมเราบ้าง โดยเฉพาะงานรูป แบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำกับใคร มักจะโดนด่าเละก่อนเป็นธรรมดา คิดเสียว่าเขายังไม่คุ้นก็แล้วกัน อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่ง ล้มเลิก ทำมันต่อไปเถิด หากเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้ววันหนึ่งคนอื่นเขาก็จะเข้าใจเอง ลองย้อนมองดูนักเขียน ชั้นนำ ทั้งของไทยและต่างประเทศเถอะครับ มีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จได้โดยทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้คำว่า "อดทน"

1. รู้เขา รู้เรา

อันดับแรกคุณต้องรู้จักตัวคุณเองอย่างดีพอเสียก่อน ไม่ใช่เขาถามว่า "ถนัดเขียนแนวไหน" แล้วคุณตอบเขาไปว่า "ถนัดทุกแนว" เป็นอันจบเห่ ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าคุณจะมีอัจฉริยภาพถึงขนาดนั ้น ระบุออกมาให้ละเอียดที่สุดเลย ว่าเรื่องของคุณเป็นแนวไหน เช่น "แนวคอมพิวเตอร์" มันก็ยังเป็นคำตอบที่กว้างมากเกินไป ควรระบุให้ชัดเจนไปเลย เช่น "การใช้งาน CAD/CAM ในวงการอุตสาหกรรม" นอกจากจะรู้ข้อมูลของตนเองแล้ว คุณยังควรทราบข้อมูลของสำนัก พิมพ์ที่คุณสนใจจะไปเสนองานเขาด้วยว่า เขามีนโยบายในการตีพิมพ์งานประเภทใดบ้าง หากคุณทะเร่อทะร่าเอางาน เขียน "การเขียนโปรแกรมภาษาซี" ไปเสนอแก่สำนักพิมพ์ธรรมสภา ซึ่งเขาพิมพ์แต่หนังสือธรรมะ หรือเอานิยาย "ผัว ดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" ไปเสนอกับบริษัทซีเอ็ดยูเคชั่น ไม่ว่างานเขียนของคุณจะเลิศเลอเพียงใด มันก็ต้องลงไปอยู่ ในตะกร้าขยะของบรรณาธิการอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนเสนองานกับใคร คุณควรรู้จักกับเขาบ้างพอสมควร

สำหรับสำนักพิมพ์แจ่มใสนั้น แนวหนังสือที่เรารับพิจารณา คือ "อ่านสนุก ปลุกกำลังใจ ให้ความรู้" ซึ่งฟังดูกว้างมาก เหลือเกิน ถ้าคุณไม่แน่ใจก็อีเมล์หรือโทรศัพท์มาคุยกันก่อนได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยี บันเทิง ท่องเที่ยว ฯลฯ แต่ถ้ากรณีอย่างนิยาย "ผัวดิฉันและเมียน้อยทั้งเจ็ด" นี่เราไม่รับ ทั้งที่ผู้ เขียนอาจแย้งได้ว่า "มันอ่านสนุกนะ" แต่บังเอิญเราไม่รู้สึกเช่นเดียวกับผู้เขียน เกี่ยวกับนิยายฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี งามของสังคมทำนองนี้ หรือตำราวิชาการ "การผ่าตัดหัวใจเทียมด้วยเทคนิคใหม่ล่าสุด" อันนี้ถือเป็นการ "ให้ความรู้" ก็จริง แต่เราคงรับไม่ได้ เพราะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทั่วประเทศไทยมีไม่ถึง 20 คน เป็นต้น

2. รู้จักสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงาน

ก่อนเริ่มงานเขียน คุณควรสำรวจท้องตลาดเสียก่อนว่า แนวที่คุณกำลังสนใจจะเขียนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีคน เขียนเอาไว้เยอะหรือยัง คุณต้องสร้างจุดเด่นและความแตกต่างของงานเขียนของคุณ ขึ้นมาให้ได้ เช่น คุณอยากจะ เขียนสารคดีท่องเที่ยวเกี่ยวกับจังหวัดอยุธยา เพราะคุณมีข้อมูลดิบเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในจัง หวัดนี้พร้อมแล้ว แต่ในร้านหนังสือตอนนี้ มีเรื่องของคู่มือเที่ยวอยุธยาอยู่แล้ว 5 เล่ม ทุกเล่มก็พาเที่ยวพระราชวังบางปะอินเหมือน กันหมด อย่างนี้คุณต้องทำการบ้านให้ชัดเจนมาก่อนว่า งานของคุณโดดเด่นและแตกต่างจากเล่มอื่นอย่างไรบ้าง ถ้าพาเที่ยวบางปะอินอีกละก็ โน่น ลงตะกร้าแน่นอน (เดี๋ยวนี้นักเขียนรุ่นใหม่นิยมส่งต้นฉบับทางอีเมล์ ก็ต้องเปลี่ยน จากตะกร้าเป็น Recycle Bin แทนครับ)

ทราบมั้ยครับ ว่าบรรณาธิการของบางสำนักพิมพ์ (รวมถึงแจ่มใสด้วย) เขาให้ความสำคัญตรงจุดนี้สูงมาก มากกว่า ถ้วยรางวัลเกียรติยศที่พ่วงมากับงานเขียนของคุณเสียอ ีก ไม่เป็นความจริงเลย ที่ว่าเมื่อคุณเขียนหนังสือที่มีบรรยากาศ คล้ายคลึงกับเรื่องของทมยันตี แล้วหนังสือของคุณจะขายดีเหมือนของทมยันตี ตรงจุดนี้พาให้นักเขียนและสำนักพิมพ์ กอดคอกันเจ๊งมานักต่อนักแล้วครับ บางคนก็ชอบอ้างว่า "คุณบอกอนี่ตาไม่ถึง ขนาดคุณทมยันตี เค้ายังเคยวิจารณ์ งานชิ้นนี้ว่าน่าสนใจมากเลย" ถามจริงๆ เถอะ คุณทมยันตีเขาสามารถพูดความจริงด้วยคำว่า "ห่วยแตก" ออกมาได้ ด้วยหรือครับ

3. ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่พบบ่อยอีกข้อหนึ่งของนักเขียนส่วนใหญ่ ที่ส่งต้นฉบับไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาก็คือ "โดนดองเรื่อง" คือตอนที่เสนองานไม่ค่อยกล้าสอบถามให้เรียบร้อยเสียก ่อน ว่าทางสำนักพิมพ์ใช้เวลาพิจารณานานไหม สามารถ ติดตามความคืบหน้าได้จากใคร ถือเสียว่าส่งเรื่องแล้วก็แล้วกันไป บางรายโดนดองเรื่องเอาไว้เป็นปี พอเอาเรื่อง ไปให้สำนักพิมพ์อื่นเขาพิจารณา แล้วเกิดผ่าน กำลังจะได้รับการตีพิมพ์ ก็เกิดเหตุการณ์รถไฟชนกัน คือสำนัก พิมพ์ที่เคยดองเรื่องเอาไว้ทีแรก เกิดอยากจะตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้เช่นกัน กรณีเช่นนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือ ตัวนักเขียนเอง เพราะจะเสียเครดิต เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ ทางนักเขียนควรตกลงกับสำนักพิมพ์ให้แน่ชัดใน ตอนต้นว่า จะต้องใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด และเมื่อครบกำหนดเวลาก็ต้องติดต่อสอบถามว่าผ่านการพิ จารณา หรือไม่ ถ้าต้องการไปเสนอให้สำนักพิมพ์อื่นพิจารณา ควรแจ้งแก่สำนักพิมพ์เดิมให้เรียบร้อยว่าขอถอนเรื่อง แล้ว

ความจริงแล้ว เหล่าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ทั้งหลายนั้น ท่านมิได้มีเจตนาเตะถ่วงเรื่องแต่อย่างใด เพียง แต่นิสัยแบบไทยๆ เราก็คือเป็นคนขี้เกรงใจ กลัวว่าถ้าบอกออกไปว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" แล้ว จะเป็นการทำร้ายจิตใจของนักเขียนผู้นั้นจนเกินไป จึงแอบเอาผลงานหย่อนลงถังขยะไปเงียบๆ แบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ทางที่ดีควรคุยกันในตอนแรกให้เรียบร้อย เช่น ต้องใช้เวลาพิจารณา 3 เดือน พอครบกำหนด 3 เดือน คุณก็ลองติดต่อไปดูอีกทีว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า คิดว่าไม่มีหวังแล้ว ก็ทำเรื่องขอต้นฉบับคืน (แค่ทำเรื่องเฉยๆ เพราะต้นฉบับจริงของคุณอาจกลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว) เท่านี้ก็จบลงด้วยดีกันทุกฝ่าย คุณก็ไม่ต้อง เลือกระหว่างโดนดองเรื่องไปเรื่อยๆ หรือต้องทนฟังคำว่า "เรื่องของคุณไม่ผ่านการพิจารณา" เมื่อถอนเรื่องเรียบ ร้อยแล้ว คุณก็สามารถเอาผลงานไปเสนอที่อื่นต่อไปได้อย่างสบายใ จ เผื่ออนาคตคุณเกิดมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ผลงานเก่าๆ ที่อยู่ตามถังขยะของสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็อาจจะกลับมีค่าขึ้นมาก็ได้ ใครจะไปรู้

4. สรุปผลชัดเจน

ไม่ว่าเรื่องของคุณจะผ่านการพิจารณาหรือไม่ก็ตาม คุณควรได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเอง เป็นต้นว่า สาเหตุที่งานของคุณไม่ผ่านการพิจารณานั้นเพราะเหตุใด สำนวนไม่ดี หรือพล็อตเรื่องไม่รัดกุม ฯลฯ ถ้าผลงานคุณ ไม่ดีจริงๆ (ไม่ค่อยมีใครเขากล้าบอกคุณตรงๆ หรอกว่าผลงานคุณห่วยแตก ต้องคิดดูเอาเองด้วยใจที่ไม่อคติเกิน ไปนัก) ขืนเอาไปเสนอที่อื่น เขาก็คงไม่รับอีกนั่นแหละ เสียเวลาเปล่า สู้เอากลับไปขัดเกลาเรื่องเสียใหม่ดีกว่า ใส่ตะกร้าล้างน้ำซะ ถือว่าวันนี้ยังไม่ใช่วันของเรา ในทำนองกลับกันถ้าเรื่องของคุณผ่านการพิจารณาก็อย่าเ พิ่ง ดีใจจนเกินไป บางที 3 ปีผ่านไปแล้วยังไม่ได้รับการตีพิมพ์เลย อันนี้แสบกว่าไม่ผ่านการพิจารณาเสียอีก คุณจึง ต้องสอบถามจากสำนักพิมพ์ให้ชัดเจนว่าผลงานของคุณจะได ้รับการตีพิมพ์เมื่อใด และรายละเอียดของการจัดทำ สัญญา ซึ่งมีการระบุค่าตอบแทนที่คุณจะได้รับไว้อย่างชัดเจน (อย่ากลัวว่าใครเขาจะหาว่าคุณงกเลย โดยเฉพาะ ถ้าคุณไม่ได้ทำอาชีพอื่นใด นอกจากเขียนหนังสือ ก็คุณกินอากาศแทนข้าวได้เสียเมื่อไหร่เล่า)

* * * * * *

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนที่ดีHot!

#1 By Clepsydra:: on 2009-07-10 13:13

Hot! Hot! Hot!

เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ วิเคราะห์ละเอียดมากเลย cry

จะนำไปปรับปรุงนะคะ big smile

#2 By Luna_N#N.Noz on 2009-07-11 07:53